นางสาวฐาทินี ศรีจันทร์ 5411200370 เลขที่ 2 คณะศึกษาศาสตร์ เอกการศึกษาปฐมวัย

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บันทึกการเรียนครั้งที่ 9


วิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย (EAED2203)

วันที่ 10  สิงหาคม  2555

กลุ่มเรียน122    เวลา14.10-17.30น.

เนื้อหาที่เรียน

-อาจารย์สั่งงานให้ทำสื่อในรูปแบบปฎิทินเป็นงานกลุ่ม  (กลุ่มละ 3 คน) เพื่อนำไปเป็นสื่อให้กับเด็กๆ

อักษรสูง      : ง  ญ  น  ย  ร  ว  ม  ล  
อักษรกลาง : ก  จ  ด  ต  บ  ป  อ  
อักษรต่ำ      : ศ ฐ  ข  ส  ฝ  ถ  ผ  ห   ฉ 
สระ              : อะ   อา/อิ  อี/อุ  อู/เอะ  เอ/แอะ  แอ/โอะ  โอ








วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8


วิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย (EAED2203)

วันที่ 3  สิงหาคม  2555

กลุ่มเรียน122    เวลา14.10-17.30น.

เนื้อหาที่เรียน

 -ไม่มีการเรียนการสอน  เนื่องจากเป็นวันเข้าพรรษา



พระ
เทศกาลเข้าพรรษาก็กลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญต่อพระสงฆ์มากทีเดียว โดยเป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์ต้องจำพรรษาอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้

เพราะ "เข้าพรรษา" ที่แปลว่า "พักฝน" คือ วันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเวลา 3 เดือน ตามพระธรรมวินัยบัญญัติ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นซึ่งจะเรียกกันว่า "จำพรรษา" โดยคำว่า "จำ" แปลว่า "อยู่" ส่วนคำว่า "พรรษา" แปลว่า "ฤดูฝน" จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนมาสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งสามารถแบ่งการเข้าพรรษาได้เป็น 2 ประเภท 
1. ปุริมพรรษา คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐิน ซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

2. ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกล หรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน

          ส่วนสาเหตุของวันเข้าพรรษานั้นเกิดจาก ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์อยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ซึ่งการไม่หยุดพักแม้กระทั่งในฤดูฝน จึงทำให้เกิดเสียงติเตียนจากชาวบ้านว่าอาจจะไปเหยียบย่ำข้าวกล้าและพืชพันธุ์อื่นๆ ของชาวบ้านจนเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินเข้าได้ เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้าจำพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาในช่วงเวลาที่กำหนด คือ ก่อนรุ่งสาง ก็จะถือว่าพระภิกษุรูปนั้น "ขาดพรรษา"

แต่หากมีกรณีจำเป็นบางอย่าง พระภิกษุผู้จำพรรษาสามารถไปค้างที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ซึ่งจะเรียกว่า "สัตตาหกรณียะ" เช่นกรณีดังต่อไปนี้

           1. เมื่อทายกหรือทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศล เมื่อมานิมนต์ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
           2. ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได้
           3. ถ้าบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นไข้ เมื่อทราบก็ให้ไปได้
           4. พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปหาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้
           5. เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม ก็ให้ไปจากที่นั้นได้
           6. เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได้ โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
           7. เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคลน อาหารหรือยารักษาโรค ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุง ได้รับความลำบากก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
           8. ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่อ ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
           9. หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกัน หรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถระงับการแตกกันได้ ก็อนุญาตให้ไปได้

อีกทั้งในวันเข้าพรรษานั้นถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ โดยจะมีการประชุมกันในพระอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์ ขอขมาซึ่งกันและกัน เสร็จแล้วก็ประกอบพิธีเข้าพรรษา ภิกษุจะอธิษฐานในใจตนเองว่าตลอดฤดูกาลเข้าพรรษานี้ตนเองจะไม่ไปไหน ด้วยการเปล่งวาจาว่า

อิมสฺมึ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ หรือว่า อิมสฺมึ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ ที่แปลว่า ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาตลอด 3 เดือน ในอาวาสนี้หรือในวิหารนี้ โดยจะกล่าวทั้งหมด 3 ครั้ง

          หลังจากเสร็จพิธีเข้าพรรษาแล้วก็นำดอกไม้ ธูป เทียน ไปนมัสการปูชนียวัตถุที่สำคัญในอาวาสนั้น วันต่อมาก็นำดอกไม้ ธูป เทียน ไปขอขมาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และพระเถระที่ตนเคารพนับถือ

          ซึ่งระหว่างที่ภิกษุจำพรรษานั้นตามพุทธานุญาตให้สิ่งของที่ประจำตัวได้มีเพียง อัฏฐบริขาร ซึ่งได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้นกว่าที่พระสงฆ์จะหาที่พักแรมได้ บางครั้งก็ถูกฝนเปียกปอน ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวาย "ผ้าจำนำพรรษา" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ผ้าอาบน้ำฝน" เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยน และยังถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันเป็นพิเศษในช่วงเข้าพรรษา จนเป็นประเพณีทำบุญที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน 
โดยการเข้าพรรษานั้นมีประโยชน์ ดังนี้

           1. ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา ดังนั้นการกำหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์
           2. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 - 9 เดือน ก็เป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน
           3. เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึงวันออกพรรษา
           4. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
           5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น การทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา

แม้ว่าการเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่สำหรับพุทธศาสนิกชนนั้นก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส โดยในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวันพุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องใช้อย่าง สบู่ ยาสีฟัน มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาด, ซ่อมแซม กุฏิหรือวิหาร เมื่อถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาศีลกันที่วัด ไม่ว่าจะเป็นศีลห้าหรือศีลแปดก็ตาม โดยบางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เช่น งดสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น

กิจกรรมที่ขาดไม่ได้ก็คงจะเป็นประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ฤดูเข้าพรรษาของทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษานี้เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุจะต้องอยู่ประจำวัดตลอด 3 เดือน โดยพระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าและเย็น จึงจะต้องมีการใช้ธูป เทียน เพื่อจุดบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาให้พระภิกษุ อีกทั้งยังเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งเพราะเชื่อกันว่าเป็นการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาทำให้หูตาสว่าง 
ตามชนบทนั้นการหล่อเทียนเข้าพรรษาจะทำกันเอิกเกริกและเป็นที่สนุกสนาน เมื่อหล่อเสร็จแล้วก็จะมีการแห่รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดตกแต่งเทียนพรรษาหรือการแห่รอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม

ซึ่งหากใครยังไม่เคยเข้าวัดไปทำกิจกรรมในวันเข้าพรรษา เราขอแนะนำให้ไปลองดู เพราะนอกจากจะได้ทำบุญแล้ว ยังจะช่วยชำระล้างจิตใจของคุณให้ปลอดโปร่ง เพื่อพร้อมผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาได้อีกด้วย

ที่มา : http://www.learners.in.th/blogs/posts/174791


วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7


วิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย (EAED2203)

วันที่ 27  กรกฎาคม  2555

กลุ่มเรียน122    เวลา14.10-17.30น.

เนื้อหาที่เรียน


-ในสัปดาห์นี้อาจารย์ติดธุระ จึงมอบหมายให้อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์  มาสอนแทน

-ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานการเล่านิทาน  โดยมีทั้งหมด 8 กลุ่ม



นิทานเรื่องแม่ครับข้าวตังขอโทษ


กลุ่มข้าพเจ้านำเสนอกิจกรรมการเล่านิทานให้น้องอนุบาล2



คำแนะนำที่ได้รับจากการนำเสนอในครั้งนี้
-การสรุปพฤติกรรมของน้องต้องละเอียดมากกว่านี้  ซึ่งต้องแก้ไขตรงสรุปพฤติกรรมของน้องในขณะที่เล่านิทานและคำถามที่ใช้ถามน้อง ควรมีมากกว่านี้

บรรยายกาศในการเรียน

-เพื่อนๆตั้งใจฟังเพื่อนๆแต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานหน้าชั้นเรียน

การนำสิ่งที่ได้รับไปปรับใช้

-ได้รับคำแนะนำจากการนำเสนองานชิ้นนี้ในการเขียนสรุปพฤติกรรมเด็กที่ถูกต้อง  เพื่อนำมาปรับใช้ในอนาคตต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมการเล่านิทาน

เล่านิทานให้น้องๆอนุบาล2ฟัง
                                          
วันที่  22  กรกฎาคม  2555

ที่  โฮมเนอสเซอรี่    
                                               
เลขที่ 5 / 664 ซอย29  ม.นันทวัน 5  ถ.เลียบวารี  

ต.โคกแฝด  เขตหนองจอก  กรุงเทพฯ

















วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6


วิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย (EAED2203)

วันที่ 20  กรกฎาคม  2555

กลุ่มเรียน122    เวลา14.10-17.30น.

เนื้อหาที่เรียน

-อาจารย์สั่งงานกลุ่ม(กลุ่มเดิมไปเล่านิทานให้น้องฟัง)

นิทานเล่มเล็กจะมีอยู่ 4 กลุ่ม คือ อนุบาล1 อนุบาล2 อนุบาล3 และชั้นประถม1



 นิทานเล่มใหญ่จะมีอยู่ 4 กลุ่ม คือ อนุบาล1 อนุบาล2 อนุบาล3 และชั้นประถม1



วิดีโอนิทาน จะมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ อนุบาล1 อนุบาล2 และอนุบาล3





หมายเหตุ : กลุ่มข้าพเจ้าจับได้หนังสือนิทานเล่มเล็กไปเล่าให้น้องอนุบาล2 ฟัง



วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5



วิชาการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย (EAED2203)

วันที่ 13  กรกฎาคม  2555

กลุ่มเรียน122    เวลา14.10-17.30น.



เนื้อหาที่เรียน


*****แต่ละกลุ่มนำเสนองานในรูปแบบVDO*****



กลุ่มข้าพเจ้านำเสนอพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3 ปี



พัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3 ปี


บรรยายกาศในการเรียน 

- เพื่อนๆสนใจดูเพื่อนๆแต่ละกลุ่มที่ออกมานำเสนองานหน้าชั้นเรียน  


การนำสิ่งที่ได้รับไปปรับใช้

-อาจารย์ได้แนะนำวิธีการออกมานำเสนองานหน้าชั้นเรียน ซึ่งสามารถนำสิ่งที่ได้รับไปปรับใช้ในวิชาต่างๆในการออกไปนำเสนองานหน้าชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสม



เพิ่มเติม
พัฒนาการทางภาษา


* อายุ 3-4 ปี
เด็กส่วนมากจะสามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ และค่อยๆ เล่าเรื่องอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้ที่อายุประมาณ 4 ปี หากเด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่อง จะสามารถใช้ภาษาพูดสื่อสารได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นเตรียมความพร้อมต่อการพัฒนาทักษะด้านการอ่าน เด็กควรได้คุ้นเคยกับคำพ้องเสียง คำคล้องจอง โดยผ่านการฟังบทอาขยานสั้นๆ ง่ายๆ จากคุณพ่อคุณแม่ เพราะการฟังคำคล้องจองจะช่วยให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานของระบบเสียงที่เกี่ยว ข้องกับการอ่านได้ง่ายขึ้น ทักษะพื้นฐานอื่นๆทางภาษาที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา จะรวมถึงความเข้าใจเรื่องของลำดับก่อนหลัง สิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ได้แก่ สี ขนาด จำนวน แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเรียนรู้ผ่านการท่องจำได้ แต่ถ้าขาดความเข้าใจพื้นฐานสำคัญ เด็กจะเรียนรู้ต่อเนื่องด้วยตนเองได้ยากลำบาก เช่น แม้เด็กจะท่องจำสีได้หลายสี แต่เมื่อเห็นสีอื่นซึ่งไม่เคยเห็นแต่มีลักษณะใกล้เคียงกับสีเดิม (เขียวอ่อนกับเขียวแก่) เด็กที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก จะสามารถเชื่อมโยงและบอกได้ถูกต้องมากกว่า
เด็กวัยนี้มักมีข้อสงสัยและคำถามมากมาย คุณพ่อคุณแม่ควรตอบคำถามของลูกอย่างง่ายๆ สั้นๆ หรือหาสื่อ หาภาพมาประกอบคำอธิบาย จะกระตุ้นให้เขาใฝ่รู้และค้นคว้าเพิ่มเติม

* อายุ 5-6 ปี
เด็กจะเริ่มเรียนรู้ทักษะทางภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาพูด ได้แก่ ภาษาอ่าน ภาษาเขียน การสอนให้เด็กๆ พัฒนาทักษะเหล่านี้ ไม่ควรเน้นที่การอ่านแบบท่องจำหรือเขียนให้ถูกต้องสวยงาม ควรใช้วิธีการสอนที่เชื่อมโยงจากความเข้าใจเป็นพื้นฐาน เด็กที่มีทักษะด้านความจำหรือพูดโต้ตอบได้อย่างดี อาจใช้วิธีจำสัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่เขียนเป็นคำๆ แต่เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องพื้นฐานระบบเสียงที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ ซึ่งหมายถึงการสะกดคำอย่างง่ายๆ

ทักษะพื้นฐานที่สำคัญทางภาษาเพื่อการเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง คือ จำนวนหรือตัวเลข แม้คณิตศาสตร์จะแตกต่างจากภาษาศาสตร์ แต่การเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องใช้ภาษาพูดเป็นสื่อกลาง คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจก่อนว่า พื้นฐานความเข้าใจในเรื่องของจำนวนหรือตัวเลขมีความสำคัญอย่างยิ่ง เด็กจำนวนมากอาจท่องจำ 1-10 หรือ 1-50 ได้ โดยขาดความเข้าใจในเรื่องการเรียงลำดับ การเพิ่มจำนวน หรือจำนวนพื้นฐาน จริงๆ แล้ว เด็กควรเรียนรู้หลักการของจำนวน 1-10 หรือ 20 ได้ก่อนที่จะหัดบวกลบเลขจากโจทย์


ดังนั้น ในชีวิตประจำวัน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกเข้าใจจำนวนจากสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น ขนม 1 ชิ้น นก 2 ตัว สอนการเพิ่มหรือการลดจำนวนจากภาษาที่ใช้ เช่น "ได้เพิ่มมาอีก" "บินหายไป" เป็นต้น เมื่อเด็กมีความเข้าใจพื้นฐานสิ่งเหล่านี้ได้ถูกต้องแม่นยำแล้ว การเชื่อมโยงไปสู่ความหมายของสัญลักษณ์ และการเรียนรู้คณิตศาสตร์ขั้นต่อไปจะเกิดได้อย่างถูกต้อง






วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรม(พัฒนาการทางภาษาของเด็ยวัย 3 ปี)


                                             ภาพกิจกรรม

                              พัฒนาการทางภาษาของเด็ยวัย 3 ปี




ที่  โฮมเนอสเซอรี่
เลขที่ 5 / 664  ซอย 29  .นันทวัน.เลียบวารี  ต.โคกแฝด
เขตหนองจอก  กรุงเทพฯ